ปลดล็อกกัญชา ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ได้เสรี 100%

 

 

นับตั้งแต่วันที่ 9 มิ.ย. 65 ที่ผ่านมาประเทศไทยได้ปลดล็อกกัญชา-กัญชงออกจากยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ในขณะที่ ร่าง พ.ร.บ.กัญชา-กัญชง ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ทำให้เกิดข้อกังวลว่าอาจมีการใช้กัญชา-กัญชงในทางที่ผิดและเกิดผลกระทบต่อสังคมตามมา

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการบูรณาการพืชกัญชาและกัญชง โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อกำหนดมาตรการและควบคุมการใช้ประโยชน์พืชดังกล่าวให้สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลคือเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ และเศรษฐกิจ โดยไม่สนับสนุนให้เกิดการใช้ในเชิงนันทนาการหรือมอมเมาโดยจากการหารือในครั้งแรกได้มีข้อกังวลเรื่องการใช้ในทางที่ผิดให้ทุกหน่วยงานเร่งสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชน

การใช้ประโยชน์ทางการแพทย์

ปัจจุบันมีการบรรจุยาที่มีส่วนผสมของกัญชาในบัญชียาหลัก 8 ตำรับ จ่ายยาให้ผู้ป่วยแล้วกว่า 1 แสนราย ในโรคดังนี้

- ภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด

- โรคลมชักรักษายาก

- ภาวะปวดประสาท

และในอนาคตจะนำไปใช้ในกลุ่ม โรคพาร์กินสัน อัลไซเมอร์ โรคมะเร็ง รวมถึงโรคอื่น ๆ ที่รักษาด้วยวิธีมาตรฐานแล้วไม่ได้ผลแผนไทย

นอกจากนี้มีตำรับยาแผนไทยที่มีกัญชาเป็นส่วนผสม 16 ตำรับ เช่น ศุขไสยาสน์ ทำลายพระสุเมรุ ช่วยบรรเทาอาการปวด เจริญอาหาร และช่วยเรื่องการนอน เป็นต้น

ทั้งนี้การใช้ประโยชน์ด้านการแพทย์ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ

 

การใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

- ต้นน้ำ สามารถสร้างรายได้ตั้งแต่การปลูกในระดับครัวเรือน/ชุมชน/วิสาหกิจชุมชน เช่น การเพาะเมล็ดพันธุ์ การปลูก/ขาย ต้นหรือใบ

- กลางน้ำ ต่อยอดในเชิงพาณิชย์ เช่น อาหาร หรือพัฒนาในเชิงอุตสาหกรรม เช่น ผลิตภัณฑ์สมุนไพร เครื่องสำอาง ยา (ตอนนี้ อ.ย. อนุมัติแล้ว 1,181 รายการ)

- ปลายน้ำ มีผลิตภัณฑ์กัญชาสำหรับใช้รักษาผู้ป่วยให้ไทยเป็นศูนย์กลางในการรักษาผู้ป่วยด้วยกัญชา ต่อยอด Medical Wellness hub ของอาเซียน

ข้อกังวลต่อการใช้กัญชาผิดวัตถุประสงค์

การใช้กัญชาในเชิงนันทนาการอาจก่อให้เกิดผลต่อสุขภาพ เช่น ภาวะพิษเฉียบพลัน อาการทางจิต เกิดการเสพติด และเกิดอุบัติเหตุจราจร

นอกจากนี้ กรมการแพทย์ระบุว่า เด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี ไม่ควรใช้กัญชา เนื่องจากมีผลต่อสมองการเรียนรู้ ระบบประสาทและพัฒนาการ รวมถึงขอให้งดใช้ในครอบครัวที่มีผู้ป่วยจิตเวช และหญิงตั้งครรภ์ รวมทั้งขอให้งดขับรถ งดใช้ เครื่องจักรภายนะ 6 ชั่วโมง

กัญชาไม่ได้เสรี 100% มีกฎหมายกำกับดูแล เช่น

- การนำกัญชาไปปรุงอาหารหน้าร้าน

ตามประกาศกรมอนามัย เรื่อง การนำใบกัญชามาใช้ในการทำประกอบ หรือปรุงอาหาร ในสถานประกอบกิจการอาหาร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2565 เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2565 ซึ่งหมายรวมถึง ตลาด สถานที่จำหน่ายอาหาร สถานที่สะสมอาหาร และการจำหน่ายในที่ หรือทางสาธารณะ จะต้องแสดงข้อมูลปริมาณการใช้ใบกัญชาเป็นส่วนประกอบต่อรายการอาหาร ตามประเภทการทำ ประกอบหรือปรุงอาหาร เช่น อาหารทอด แนะนำการใช้ใบกัญชาสด 1-2 ใบสดต่อเมนู สำหรับอาหารประเภทผัด แกง ต้ม ผสมในเครื่องดื่มแนะนำการใช้ใบกัญชาสด 1 ใบสดต่อเมนู

นอกจากนี้ จะต้องแสดงคำเตือนรายการอาหารที่มีการใช้ใบกัญชา ให้แก่ผู้บริโภคที่มีความเสี่ยงหากรับประทานอาหารที่ใช้ใบกัญชาทราบด้วยการระบุข้อความ “เด็กและวัยรุ่นช่วงอายุน้อยกว่า 18 ปี ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีส่วนผสมของกัญชา เช่น ขนม อาหารและเครื่องดื่ม สตรีมีครรภ์ และสตรีให้นมบุตร ไม่ควรรับประทาน” “หากมีอาการผิดปกติ ควรหยุดรับประทานทันที” “ผู้ที่แพ้หรือไวต่อสา THC หรือสาร CBDควรระวังในการรับประทาน” “อาจทำให้ง่วงซึมได้ ควรหลีกเลี่ยงการขับขี่ยานพาหนะ หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล” และห้ามแสดงข้อความหรือโฆษณาสรรพคุณในการป้องกันหรือรักษาโรค

- เครื่องสำอางกัญชา

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา อย.ได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การใช้ส่วนของกัญชาในเครื่องสำอาง พ.ศ.2564 โดยใช้ส่วนต่างๆ มาทำเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วล้างออกนั้น 1. ห้ามใช้ในผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในช่องปาก หรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้ บริเวณจุดซ่อนเร้น และ 2. เครื่องสำอางพร้อมใช้จะต้องมีสาร THC ปนเปื้อนไม่เกิน 0.2%

ทั้งนี้ จะต้องมีการแสดงสรรพคุณบนฉลากหรือโฆษณาเครื่องสำอาง อาทิ “ช่วยให้ความนุ่มลื่นแก่ผิว” “บำรุง ดูแลเส้นผมหรือหนังศีรษะ” “แต่งกลิ่นจากกัญชาหรือกัญชง” เป็นต้น

- การใช้เพื่อนันทนาการในที่สาธารณะ

การสูบกัญชา ไม่มีความผิด แต่การสูบกัญชาในที่สาธารณะ รบกวนสิทธิผู้อื่น มีความผิดตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 โทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 25,000 บาท นอกจากนี้การสูบกัญชาแบบม้วนยังไม่สามารถทำได้ ก็จะลดการใช้ที่สาธารณะไปได้ ซึ่งปัจจุบันหลายหน่วยงานออกกฎกติกาของตัวเองเพื่อควบคุมการใช้กัญชาในสถานประกอบการ

นอกจากนี้ยังมีกฎหมายอื่น ๆ ในการควบคุม ดังนี้

ถ้าเอามาสกัดน้ำมันกัญชาหรือสารในกัญชา ต้องขออนุญาตตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ 2564 และสารสกัดกัญชายังเป็นยาเสพติด เมื่อเป็นยาเสพติดจึงไม่สามารถจำหน่ายจ่ายแจกได้

จะเอามาทำอาหาร ทำเค้ก ทำเครื่องดื่มใส่ขวดขายต้องขอตาม พ.ร.บ.อาหาร 2522

จะเอามาทำเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร ต้องขออนุญาตตาม พ.ร.บ.ผลิตภัณฑ์สมุนไพร 2562

จะเอามาผสมหรือผลิตเครื่องสำอาง ต้องขออนุญาตตาม พ.ร.บ.เครื่องสำอาง 2558

จะเอามาทำยาสูตรต่างๆ ต้องขออนุญาตตาม พ.ร.บ.ยา 2510

การนำเข้าเมล็ดพันธ์ต้นพันธุ์ก็ต้องขออนุญาตจากกระทรวงเกษตรตาม พ.ร.บ.กักพืช และ พ.ร.บ.พันธุ์พืช

เตรียมออกประกาศ “สมุนไพรควบคุม”

นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ขณะนี้ได้รวบรวมเนื้อหาข้อกฎหมายต่างๆในส่วนของกัญชา จัดทำเป็น ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องสมุนไพรควบคุม (กัญชา ) เพื่ออุดช่วงโหว่ ช่วงสุญญากาศ ระหว่างร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ…. โดยหัวใจหลักคือ มุ่งเน้น การจำกัดการครอบครอง ช่อดอกของกัญชา ซึ่งจะมีรายละเอียดในการควบคุมการครอบครอง ในฐานะบุคคล, วิสาหกิจชุมชน ป้องกันการเสพกัญชา หรือการใช้เพื่อนันทนาการ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) ลงนาม จากนั้นเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา จะมีผลบังคับใช้ทันที คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในหนึ่งสัปดาห์


image รูปภาพ
image


คะแนนโหวต :
บทความที่น่าสนใจ
บทความยอดนิยม